“เตรียมตัวรับมือให้ท่านพวกคนเจ้าชู้ต่อไปจะชูปีดับปีดูก็แล้วกัน เพราะเคยโดนทำอะไรอย่างนั้นมันเลยฝังใจ” เสียงร้องเพลงของอวัศยากำลังร้องเพลงอย่างไพเราะอยู่ในห้องน้ำ
“โอ้ยทั้งวันยังไม่ได้อาบน้ำเลยวันนี้ทำไมร้อนอย่างนี้เนี่ยวันนี้เราต้องออกไปทำงานนี่นาเฮ้ยตายแล้วนี่มันกี่โมงแล้วเนี่ยตายตายตายตาย” อวัศยารีบหยิบผ้าขนหนูที่อยู่ในห้องน้ำแล้วรีบวิ่งออกมาจากห้องน้ำอย่างรวดเร็วและรีบวิ่งไปแต่งตัวรีบวิ่งใส่เสื้อสภาพอยู่ในผ้าขนหนูผืนเดียว
“เฮ้ยนายเป็นใครเข้ามาในห้อง เข้ามาในห้องฉันได้ยังไงอ่ะ” อวัศยาตกเมื่อเห็นผู้ชายมานอนอยู่ในห้องตัวเองในสภาพที่มอมแมมเปียกโชก อวัศยารีบวิ่งไปที่ประตูและเอาไม้มาจะเอามาตีหยิบไม้กวาดเพื่อที่จะเอามาตีแต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นหน้าชายหนุ่มเป็นผู้ชายหน้าคุ้นเหมือนที่เคยเหมือนเคยรู้จักมาก่อนเลย อวัศยาทำไม้กวาดร่วงหลุดออกจากมือเพราะผู้ชายที่นอนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นผู้ชายที่เธอฝันถึงบ่อยๆเธอจึงไม่ตีเขาและได้แต่สงสัยอยู่อย่างนั้นท่าทางการแต่งตัวเหมือนกับอยู่ในฝันไม่มีผิดเมื่อเธอนึกได้ เธอก็ทิ้งไม้กวาดลงไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไรทำให้เธอทิ้งไม้กวาดลงอย่างไม่มีสติและแล้วเธอก็เปลี่ยนชุดและนั่งเฝ้าดูเขาอยู่อย่างนั้น สักพักถูกเหมค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยอาการปวดศีรษะปวดหัวลืมตาขึ้นมามองดูไปข้างบนเห็นเป็นสีขาว
“เรายังไม่ตายอีกหรอเนี่ย” อวัศยาได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งเข้ามาดู
“นายฟื้นแล้วหรอ” อวัศาถามด้วยความสงสัยพร้อมกับมองไปที่หน้าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าโดยไม่รู้จักเหมตกใจรีบถอยไปข้างหลัง
“เจ้าเป็นใครทำไมแต่งตัวแปลกๆ” เหมถามด้วยความตกใจ
“นายนั่นแหละเป็นใครเข้ามาในห้องฉันได้ยังไง” อวัศยาถามด้วยความสงสัย
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันแล้วที่นี่คือที่ไหนทำไมข้าไม่คุ้น ข้าต้องฝันไปแน่ๆ” เหมพูดพร้อมกับตบหน้าตัวเอง
“ข้ารู้สึกเจ็บแสดงว่าข้าไม่ได้ฝัน ที่นี่คือที่ไหนกัน” เหมพูดพร้อมกับมองไปรอบๆห้องสี่เหลี่ยมที่แปลกตา
“โอ้ยนี่นายหยุดฟูมฟายสักทีได้ไหมแล้วก็หันหน้ามาตอบคำถามฉันว่านายเป็นใคร ชื่ออะไรและเข้ามาที่ห้องฉันได้ยังไง!” อวัศยาถามด้วยความสงสัย
“ข้าชื่อเหม เป็นลูกชายคนเดียวของแม่ราตรีเศรษฐีแห่งบ้านไทรงามไม่มีใครไม่รู้จักข้าแล้วเจ้าล่ะเป็นใคร” เหมพูดด้วยท่าทางฉุนเฉียว
“ฉันชื่ออวัศยาชื่อเล่นชื่อหมอกเป็นเด็กกำพร้านายรู้จักป่ะ” อวัศยาตอบด้วยท่าทางยียวน“แล้วนี่นายไม่ใช่คนบ้าใช่เปล่าไปเอาเสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหนอ่ะ จากกองละครย้อนยุคหรอ” อวัศยาถามด้วยความสงสัย
“นี่เจ้าจะบ้าหรอข้าเหมือนคนบ้าซะที่ไหนเจ้านั่นแหละที่แต่งตัวแปลกๆพูดจาก็แปลกแถมอยู่ในที่ไม่คุ้นตาแบบนี้ด้วย” เหมพูดพร้อมกับมองหน้าอวัศยาแล้วมองไปรอบๆ“ฉันไม่รู้หรอกนะว่านายมาจากที่ไหนถิ่นไหนยุคไหนแต่ฉันอยากจะบอกนายว่าที่นี่คือสมัยของกรุงรัตนโกสินทร์ปี่ พ.ศ. 2560 มีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่10 ทรงเป็นประมุข”
อวัศยาตอบแบบช้าๆและใจเย็น
“เจ้าว่าอะไรนะ!” เหมถามด้วยความตกใจ
“ ก็ที่นี่คือปี พ.ศ. 2560 อย่างไรล่ะ” อวัศยาพูดช้าๆ
“บ้าไปแล้วจะปีพ.ศ.2560ได้อย่างไรก็ตอนนี้มันยัง พ.ศ.2476อยู่เลย” เหมพูดด้วยท่าทีไม่เชื่อที่อวัศยาพูด
“ฟังนะฉันไม่รู้หรอกว่านายมาที่นี่ได้ยังไงอะไรพานายมาแต่ที่รู้ๆคือนายคือคนที่ฉันฝันเห็นบ่อยๆซึ่งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่ที่แน่ๆคือนายต้องยอมรับความจริง” อวัศยาพูดด้วยความสงสัย
“บ้าไปแล้วถ้าสิ่งที่เธอพูดคือความจริงแสดงว่ามันต้องมีอะไรนำพาข้ามาที่นี่ซึ่งข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร” เหมพูดด้วยท่าทีหนักใจ
ทั้งสองนั่งคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งอวัศยาและเหมไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาทั้งสองคนทำไมเรื่องมันช่างดูบังเอิญไปซะทุกอย่างหรือใครต้องการบอกอะไรเราสองคนกันแน่
ทั้งสองนั่งคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งอวัศยาและเหมไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาทั้งสองคนทำไมเรื่องมันช่างดูบังเอิญไปซะทุกอย่างหรือใครต้องการบอกอะไรเราสองคนกันแน่
ทอง วิชุดา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น