มาทางไหนกลับไปทางนั้น
“คนสวยครับ
รับโทรศัพท์ด้วยครับ” เสียงโทรศัพท์ของอวัศยาดังขึ้น
“จ้าภูผาว่าไง”
อวัศยารับโทรศัพท์
“หมอกอยู่ไหนเราโทรหาหมอกตั้งหลายครั้งทำไมไม่รับสายสักที”
ภูผาถามอวัศยาด้วยความสงสัยเพราะสองสามวันมานี้อวัศยาแทบไม่ได้รับโทรศัพท์เลย
“เราออกมาทำธุระอ่า
ขอโทษภูผาด้วยนะที่ไม่ค่อยมีเวลาให้เลย” อวัศยาบอกภูผาด้วยสีหน้ากังวล
“ธุระอะไรอ่าหมอกทำไม่ไม่บอกเราเราจะได้พาไป
ช่วงนี้ดูหมอกเหมือนจะมีธุระตลอดเลยนะ เหมือนว่าหมอกกำลังปิดบังอะไรเราอยู่”
ภูผาถามหมอกด้วยท่าทีสงสัย
“เปล่าหรอกแต่เรายุ่งจริงๆไว้เดี๋ยวเรากลับไปเราไปกินข้าวกันนะเราจะไปเที่ยวกับภูผาทุกที่เลยดีเปล่า”
อวัศยาพูดพร้อมกับท่าทีรู้สึกผิดเพราะเธอเองก็ไม่ได้บอกภูผาเหมือนกันว่าเหมมาอยู่กับเธอเพราะมันไม่ใช่เรื่องที่คนอื่นจะเข้าใจได้ง่ายขืนพูดไปนอกจะภูผาจะไม่เชื่อแล้วก็ได้หาว่าเธอบ้าพอดี
“คนรักเจ้าโทรมาเหรอ”
ภูผาด้วยความสงสัย
“ใช่
ภูผาเค้าน้อยใจที่ฉันไม่ค่อยมีเวลาให้เค้าอ่าแล้วเค้าก็เริ่มสงสัยเรื่องนายแล้วซึ่งฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะปิดบังเขาได้นานเท่าไหร่”
อวัศยาพูดด้วยท่าทีกังวล
“แล้วทำไมเจ้าไปบอกความจริงคนรักของเจ้าไปเลยล่ะถ้าเขารักเจ้าจริงเขาก็ต้องเข้าใจเจ้าข้าเชื่ออย่างนั้น”
เหมแนะนำอวัศยาด้วยความหวังดี
“แล้วนายจะให้ฉันบอกเขาว่ามีผู้ชายจากที่ไหนไม่รู้มานอนกับฉันทั้งที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อนนี่นะเขาได้โกรธฉันตายพอดีภูผาน่ะเขาเป็นคนใจร้อนจะตาย”อวัศยาบอกเหมด้วยท่าทีคิดหนัก
“แล้วนายจะให้ฉันบอกเขาว่ามีผู้ชายจากที่ไหนไม่รู้มานอนกับฉันทั้งที่ฉันไม่เคยรู้จักมาก่อนนี่นะเขาได้โกรธฉันตายพอดีภูผาน่ะเขาเป็นคนใจร้อนจะตาย”อวัศยาบอกเหมด้วยท่าทีคิดหนัก
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าต้องรีบหาทางช่วยข้าให้กลับอดีตได้เร็วที่สุดข้าจะได้ไมต้องอยู่เป็นภาระเจ้าและทำให้เจ้าต้องลำบาก”เหมพูดกับอวัศยาด้วยท่าทีจริงจังแต่ทำไมเขาต้องรู้สึกหงุดหงิดทุกทีที่อวัศยาพูดถึงคนรักของเธอ
“ฉันก็กำลังหาทางอยู่นี่ไงล่ะนายก็ใจเย็นๆหน่อยสิ
ฉันรู้ว่านายอยากรีบกลับไปหาคนรักของนายแต่ฉันก็พยายามเต็มที่อยู่นี่ไง”
อวัศยาตอบเหมด้วยสีหน้าจริงจังแต่ในใจรู้สึกแปลกๆในหัวใจเหมือนกับเหมไม่มีผิด
“ฉันนึกออกแล้วฉันรู้จักคนหนึ่งท่านเป็นผู้เลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กๆเป็นคนที่ฉันเคารพบางครั้งท่านอาจจะช่วยเราได้”
อวัศยาบอกกับเหมด้วยสีหน้ามีความหวัง
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเลย
จะมัวรอช้าอยู่ทำไม” เหมพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
อวัศยาพาเหมมาที่วัดแห่งหนึ่งที่อยู่ในป่าเป็นวัดป่าที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก
สงบเงียบบรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การมานั่งสมาธิสงบจิตใจ
“ทำไมถึงได้เงียบแบบนี้เรามาถูกทางแล้วใช่ไหม” เหมถามอวัศยาด้วยความกังวล
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ฉันแยกจากแม่นานมากแล้ว นานๆทีแม่จะติดต่อกลับมาหาฉันบ้างมีแต่เป็นจดหมายเท่านั้น” อวัศยาบอกเหม
“ทำไมถึงได้เงียบแบบนี้เรามาถูกทางแล้วใช่ไหม” เหมถามอวัศยาด้วยความกังวล
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ฉันแยกจากแม่นานมากแล้ว นานๆทีแม่จะติดต่อกลับมาหาฉันบ้างมีแต่เป็นจดหมายเท่านั้น” อวัศยาบอกเหม
“แล้วเราจะหาท่านเจอไหม” เหมถามด้วยความสงสัย
ทั้งสองเดินเข้ามาหลังวัดเป็นป่าลึกที่เงียบสงบปราศจากความวุ่นวายมีแต่เสียงสัตว์ป่าเท่านั้นที่ดังออกมา
“นั่นไง แม่ฉัน” อวัศยาเห็นแม่ชีที่นั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม่ใหญ่
“มาแล้วหรอ” แม่ชีถามทั้งสองเหมือนกับรู้มาก่อนว่าทั้งสองจะมาหา
“มาแล้วหรอ” แม่ชีถามทั้งสองเหมือนกับรู้มาก่อนว่าทั้งสองจะมาหา
“ใช่จ่ะแม่หมอกพาคนไร้ที่พึ่งมาพึ่งแม่ค่ะหมอกไม่รู้ว่าจะช่วยเขาได้ยังไงเลยพามาหาแม่เผื่อแม่จะมีแนวทางช่วยเขาได้บ้าง”
อวัศยาบอกแม่ชีด้วยความจริงใจ
“เจ้าใช่ไหม
ไม่ต้องพูดอะไรหรอกเรารู้แล้ว” แม่ชีมองหน้าเหม
“ใช่จ่ะข้าไม่รู้จะกลับในที่ของข้าอย่างไรตอนนี้ข้าทุกข์ใจนักแม่ชีพอจะมีแนวทางช่วยข้าได้หรือเปล่าจ๊ะ”เหมเล่าความในใจให้แม่ชีฟังด้วยความทุกข์
“ใช่จ่ะข้าไม่รู้จะกลับในที่ของข้าอย่างไรตอนนี้ข้าทุกข์ใจนักแม่ชีพอจะมีแนวทางช่วยข้าได้หรือเปล่าจ๊ะ”เหมเล่าความในใจให้แม่ชีฟังด้วยความทุกข์
“เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของพวกเจ้าทั้งสองเป็นเรื่องของโชคชะตาแม่บอกอะไรไม่ได้มากแม่บอกได้แค่ว่าเหตุที่นำพาเจ้ามาเพื่อพากลับไปแค่นั้น
เมื่อถึงเวลาเจ้ามาทางไหนเจ้าก็ต้องกลับไปทางนั้น”
แม่ชีพูดพร้อมกับหลับตาเล่าเป็นความนัย ทั้งเหมและอวัศยามองหน้ากันด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจที่แม่ชีพูดอัวศยากำลังจะหันหน้าไปถามแม่ชีแต่ก็ไม่เจอแม่ชีแล้วทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งคุยกันอยู่ตรงหน้าอวัศยาและเหมอยู่เลย
ทอง วิชุดา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น